company logo

User Menu

เมนูอื่นๆ

http://www.stopteenmom.com/
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กระเหรี่ยง(ยาง) Karen PDF พิมพ์ อีเมล
  กระเหรี่ยง(ยาง) Karen ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต Sino-Tibetan language Family กะเหรี่ยง(กะยิน ยาง) Karen ตระกูลภาษาย่อยทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) สาขากะเหรี่ยง (Karenic Branch) Synonyms : Kareang, Kariang, Karieng, Kayin, Yang

กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ใน 15 จังหวัด 68 อำเภอ 2,130 หมู่บ้าน ประชากรรวม 353,574 คน (ทำเนียบชุมชนฯ 2540, น.27)

กะเหรี่ยง เป็นคำเรียกของคนไทยภาคกลาง ในพม่าเรียก กะยิน (Kayin) คนพื้นเมืองภาคเหนือและไทยใหญ่เรียกยาง ส่วนชาวตะวันตกเรียก Karen ชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาย่อย ทิเบต-พม่า นักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าชนชาติกะเหรี่ยง มีถิ่นเดิมอยู่ในดินแดน ตะวันออกของทิเบต แล้ว เข้ามาตั้งอาณาจักรในประเทศจีนเมื่อ 733 ปีก่อนพุทธกาล ชาวจีนเรียกว่า ชนชาติโจว ภายหลังถูกกษัตริย์จีนรุกราน เมื่อ พ.ศ. 207 จึงพากันแตกพ่ายหนีลงมาอยู่บริเวณลุ่มน้ำแยงซี ต่อมาเกิดปะทะกับชนชาติไทจึงถอยร่นลงมาอยู่ตาม ลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในเขตพม่ากะเหรี่ยงเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ตอนใต้ ก่อนชนชาติไทแต่ภายหลังพวกตระกูล มอญ-เขมร (ขจัดภัย 2538, น.67)

ชน ชาติกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในเขตไทยก่อนชนชาติไทยจะเคลื่อนย้ายลงมาสู่แหลมสุวรรณภูมิ การอพยพครั้งสำคัญ ของกะเหรี่ยง เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่าทำสงครามกับมอญ พวกกะเหรี่ยงซึ่งมีความสัมพันธ์อัน ดีกับมอญก็ช่วยเหลือให้ที่หลบภัย กับมอญ เมื่อพม่ายกทัพติดตามมา พวกกะเหรี่ยงหวั่นเกรงภัย ที่จะเกิดขึ้นจึงอพยพ เข้าสู่เขต ไทย นอกจากนี้ ยังมีการอพยพเนื่องจากการ ทำมาหากินทางเขตพม่า ฝืดเคือง พวกนี้จึงเข้ามาหาที่ทำกิน ใหม่ในเขตไทย (ขจัดภัย 2538, น.67,68)

ปัจจุบัน มีชาวกะเหรี่ยง ใน ประเทศไทย อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ แถบ ชายแดนไทย-พม่า ในภาคตะวันตกและภาคเหนือ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก และ แพร่ เป็นต้น

กะเหรี่ยงในประเทศ ไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ คือ
1. กะเหรี่ยงสะกอ (Sgaw Karen) พวกนี้เรียกตัวเองว่า กันยอ (Kanyaw) คนไทยเรียกว่า ยางขาว พวกกะเหรี่ยง สะกอในแถบตะวันตกของ เชียงใหม่ เรียกตัวเองว่า บูคุนโย (Bu Kun Yo) กะเหรี่ยงสะกอ ผู้ชายนิยมใส่ เสื้อสีแดง รัดเอวด้วยเชือก มีพู่ และโพกผ้าสีต่างๆ ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานนุ่งกระโปรงทรงกระสอบ สีขาวยาวมีปัก บ้างเล็กน้อย ส่วนที่ ี่แต่งงาน แล้วนิยมใส่เสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินเข้ม ส่วนล่างประดับด้วยลูกปัดสีแดงและขาว สวม กระโปรงสีแดง ลายตัด โพกผ้าสีแดง
2. กะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) คนไทยเรียกว่า ยางโปว์ พม่าเรียกว่า ตะเลียงกะยิน (Taliang Kayin) ผู้ชาย กะเหรี่ยงโปว์ แต่งตัวเหมือนชาวไทยพื้นราบทั่วไป ผู้หญิงแต่งงาน แล้วใส่เสื้อทรงกระสอบเหมือนพวกสะกอ แต่ยาว กว่าและสีแดงกว่า ท่อนบนปักลวดลาย ประดับลูกปัด เกล้าผมมีปิ่นเงินปักผม กระโปรงยาวคลุม ข้อเท้า มีปัก และพู่ ห้อย ใส่กำไลมือและแขน ผู้หญิงสักหมึกเป็นเครื่องหมายสวัสดิกะที่ข้อมือ ส่วนน่องสักเป็นรูปกระดูกงูเชื่อว่า สามารถ ป้องกันเวทย์มนต์คาถาและภูตผีปีศาจ (บุญช่วย 2506, น.117)
3. กะเหรี่ยง บเว (B’ghwe Karen) หรือ แบร (Bre) หรือกะเหรี่ยงแดง กะเหรี่ยงพวกนี้เรียกตัวเองว่า กะยา (Ka-ya) คนไทยเรียกว่ายางแดง พม่าเรียกว่า คะยินนี (Kayin-ni) แต่สมัยใหม่เรียกเป็น คะยา (Kayah) ชาวอังกฤษ เรียกคาเรนนี (Karen-ni) ซึ่งเอาแบบชื่อที่ชาวพม่าเรียก กะเหรี่ยงบเว ผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้นสีแดง โพกศีรษะ นิยมสักข้างหลัง ผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้น และสวมกำไลไม้ไผ่ที่ข้อเท้า กะเหรี่ยงแดงถือว่าตนเป็นชาติใหญ่ และไม่ยอม รับพวกสกอและโปว์ว่าเป็นพวกที่มีเลือดกะเหรี่ยงอย่างแท้จริง (บุญช่วย 2506, น.123)
4. กะเหรี่ยงตองสู หรือปะโอ (Pa-O) คนไทยและพม่าเรียก ตองสู (Thaung thu) พวกไทยใหญ่เรียก ตองซู (Tong-Su) กะเหรี่ยงเผ่าสะกอเรียกพวกตองสูว่า กะเหรี่ยงดำ พวกตองสู แต่เดิมอาศัยอยู่บริเวณ เมืองต่างๆ ใกล้ ทะเลสาบอินเล แห่งมะเยลัต ในรัฐฉานตอนใต้ ประเทศพม่า เมืองที่ตองสูอยู่มากที่สุด คือเมืองหลอยโหลง และเมือง สะทุ่ง (บุญช่วย 2506, น.130) ผู้หญิงตองตูนิยมแต่งชุดสีดำ โพกผ้าสีขาวหรือดำ ผู้ชายนุ่งกางเกงขายาวสีดำ และ สีขาว เสื้อแขนยาว ผ่าอกกลางใช้กระดุมผ้า

ถิ่นที่อยู่อาศัยและบ้านเรือนของ กะเหรี่ยง อาศัยรวมกันเป็นหมู่บ้าน ประกอบด้วยครัวเรือนและยุ้งฉางบ้านของ กะเหรี่ยงสร้างด้วยไม้ไผ่ และแฝก เรียกว่า โขน ยกพื้น ด้วยเสาไม้สูง 5-6 ฟุต บริเวณบ้านไม่มีรั้ว สัตว์เลี้ยงต่างๆ จะ ปล่อยให้หากินในหมู่บ้าน (Lebar 1964, p.59-60 และขจัดภัย 2538, น.73) กะเหรี่ยงสะกอและโปว์ จะมีีแบบ แผนบ้านเรือน คล้ายกัน ส่วนพวกตองตูจะตั้งบ้านเรือนอยู่เนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000-3,500 ฟุต แบบ บ้านคล้าย ชาวไทยใหญ่ (บุญช่วย 2506, น.130)

หมู่บ้านของ กะเหรี่ยงไม่มีวัด ไม่มีที่สำหรับประชุมหรือลานเต้นรำ ลักษณะของหมู่บ้านกะเหรี่ยงพอจะจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1) หมู่บ้านถาวร ตั้งอยู่ตามหุบเขา เป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่ มีบ้าน 16-72 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ตั้งมา นานกว่า 50 ปีขึ้นไป
2) หมู่บ้านค่อนข้าง ถาวร ตั้งอยู่ตามหุบเขาสูง ขนาดปานกลาง มีบ้านประมาณ 11 หลังคาเรือน ทั้ง 2 ประเภทนี้ ชาวบ้านจะดำรงชีพด้วยการทำนาเป็นหลัก และ
3) หมู่บ้านบน ภูเขา ชาวบ้านมักทำไร่เลื่อนลอย หมู่บ้านมีขนาดเล็ก (ขจัดภัย 2538, น.74) ในหมู่บ้าน กะเหรี่ยงจะมี หัวหน้าหมู่บ้าน เรียกว่า เซี่ยเก็งคู หรือ ซะปร่า เปอฮี่ (บุญช่วย 2506, น.81) โดยได้มาจากการสืบช่วงตามสายบิดา หน้าที่ของหัวหน้า คือพิจารณาตัดสินกรณีพิพาทตัดสินคดีเกี่ยวกับความประพฤติ ิผิดทางเพศ ลักขโมย เป็นต้น (ขจัดภัย 2538, น.75-76)

ระบบครอบครัว และตระกูลของกะเหรี่ยง โดยทั่วไปเป็น ครอบครัวเดี่ยว ปกติคู่สมรสจะตั้งครอบครัวของตนภายหลัง ที่ได้ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง ชาวกะเหรี่ยงกล่าวกันว่าต้องสร้าง หลังเล็กหลังแต่งงานและต่อเติมให้ใหญ่ขึ้น ่ขึ้นเมื่อมีบุตร กะเหรี่ยงเชื่อว่าบ้านเป็นสถานที่ทางวิญญาณของภรรยา โดยต้องมีพิธีเตอะเซี่ย หลังจากภรรยาย้ายไปอยู่บ้าน หลังใหม่ เพื่อแจ้งแก่ผีสายมารดาให้ทราบถึงการแต่ง งาน (ขจัดภัย 2538,น78-79)

ศาสนา ของชาวกะเหรี่ยง บางส่วนนับถือศาสนาพุทธ เช่น กะเหรี่ยงโปว์ บางพวกนับถือคริสต์ กะเหรี่ยงสะกอที่ อาศัยในพื้นราบ แต่ชาวกะเหรี่ยง ทั้งหมดซึ่งรวมถึงผู้ที่นับถือ ศาสนา ทั้งสองดังกล่าวข้างต้น นับถือผี พวกเขาเชื่อว่า แทบทุกหนทุกแห่งจะผีสิงสถิตอยู่ เช่น ในป่า ในไร่ หรือในหมู่บ้าน ผีที่กะเหรี่ยงนับถือ คือ ผีเรือนและผีบ้าน ผีเรือน เป็นผีประจำบ้านเรือน คือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่วนเวียนอยู่ภายในบ้านเรือนคอยป้องกันรักษาบุตรหลาน ให้อยู่ อย่างสงบสุข ส่วนผีบ้านเป็นผีหรือเทพารักษ์รักษาหมู่บ้านบางทีเรียกว่า ผีเจ้าเมือง หรือผีเจ้าที่ซึ่งมีความสำคัญ มาก โดยเฉพาะในพิธีเกี่ยวกับการเกษตรและพิธีกรรมเกี่ยวกับความอยู่ดีมีสุขของคน ทั้งหมู่บ้าน การเลี้ยงผีเจ้าที่นั้น กระทำ ปีละสองครั้ง (ขจัดภัย 2538, น.81-82 และบุญช่วย 2506, น.76)

ชาวกะเหรี่ยงถือว่าการเจ็บไข้ได้ ป่วยเกิด จากการ กระทำของผีร้ายต่างๆ ซึ่งสิงสถิตตามป่า เขา แม่น้ำ ลำธาร เมื่อมีผู้เจ็บป่วยจะต้องจัดพิธีเลี้ยงผี โดยหมอผี ในหมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ การเลี้ยงผีก็เพื่อเป็นการขอขมาผีจะได้หายโกรธแค้นผู้ที่ไปลบหลู่โดยรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ ผู้ที่ประกอบ พิธีเซ่นสังเวยผี ได้แก่หมอผี ซึ่งมีสองคน คือ ตัวจริง และตัวสำรอง ทั้งสองคนต้องเป็นญาติกัน (ขจัดภัย 2538, น.81-82) พวกกะเหรี่ยงแดง จะปลูกสร้างเสาสูงไว้ให้ผีหมู่บ้านอาศัยอยู่ เสานี้เรียกว่า เสามงคล มีพิธีปลูกเสา ปีละ 1 ต้น ในเดือนเมษายน เรียกพิธี “กู่โตโป” บางแห่งใช้เสาไม้ไผ่ บางแห่งใช้เสาไม้จริงไม่ให้คนหรือสัตว์ข้าม มีความสูง 10-12 เมตร บนยอดเสาแกะสลักเป็นรูปศีรษะมนุษย์ (บุญช่วย 2506, น.125-126)

ระบบเศรษฐกิจของกะเหรี่ยง ขึ้นอยู่กับการเกษตรเป็นหลัก พืชหลักที่ปลูก คือข้าว การปลูกข้าวมีสองประเภท คือ กะเหรี่ยงบนภูจะปลูกข้าวไร่ ส่วนกะเหรี่ยงตามที่ราบหุบเขาจะปลูก ข้าวในนาแบบขั้นบันได นอกจากข้าวแล้ว ยังปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ผัก ฟักทอง พริก มะเขือ เป็นต้น กะเหรี่ยงแต่ละครอบครัวจะโค่นถาง ทำไร่ของตนเองและ อยู่ในเขต หมู่บ้าน ของตนเท่านั้น (ขจัดภัย 2538, น.77)

สัตว์ เลี้ยงของกะเหรี่ยงได้แก่ หมู ไก่เลี้ยงไว้ใช้ในพิธีบวง สรวง วัว ควาย ช้างเลี้ยงไว้ใช้งาน สำหรับ ช้างจะเลี้ยงใน ครอบครัวที่มีฐานะรายได้ ของกะเหรี่ยง รายได้ของกะเหรี่ยงได้แก่ ขายปศุสัตว์ รับจ้างทำงานกับคนไทย ขายของป่า อุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น ตะกร้า มีด เครื่องครัวที่ทำจากไม้ เป็นต้น (ขจัดภัย 2538, น.78)

บรรณานุกรม
• ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. ภูมิปัญญานิเวศวิทยาชนพื้นเมือง : ศึกษากรณีชุมชนกะเหรี่ยงในทุ่งป่าใหญ่นเรศวร. นนทบุรี : สำนักพิมพ์โลกดุลยภาพ. 2539.
• วิจัยชาวเขา, ศูนย์. บรรณนิทัศน์ 5 สภาพของชาวเขาในประเทศไทย. กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย, 2526.
• สงเคราะห์ชาวเขา, กอง. กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2540. นนทบุรี : สหพริ้นติ้งการพิมพ์, 2541
• สมภพ ลาชโรจน์. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง. (เอกสารอัดเผยแพร่ สถาบันวิจัยชาวเขา, อัดสำเนา)
• สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, สรินยา คำเมือง. สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโป. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพ : สหธรรมิก, 2540
• สุริยา รัตนกุล, สมทรง บุรุษพัฒน์. สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสะกอ. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพ : สหธรรมิก, 2538
• Hackett Marison . The Pa-O people of the Shan State, Union of Burma : a sociological and ethnographical study of the Pa-O (Taungthu) people, Ph.d. diss., Cornell U., 736p. 1953.
• Keyes, C.F. “The Karens in Thai History and the History of Karens in Thailand.” Paper presented at a symposium on pivotal or Marginal People : the place of the Karens in Southeast Asia, University of Washington. 1971.
• -----------. (ed.) Ethnic adaptation and identity : the Karen on the Thai frontier with Burma, Philadephia, Institute for the Study of Human Issues, 278p. 1980.
• Lebar, Frank M., Gerald C. Hickey., and John K. Musgrave., eds. Ethnic Groups of Mainland Southeast Asia. New Heave: HRAF Press, 1964.
• Lewis, Paul, and Elaine Lewis. Peoples of the golden Triangle : Six Tribes in Thailand. London, Thames and Hudson,300p.1984.
• Smalley, William. Phonemes and Orthography : Language Planning in Ten Minority Languages of Thailand (PL c.43). Canberra : ANU, 1976.
• Somphob Larchojna. Karen Medicine. M.A. Thesis Sydney University, Australia. 1975.

 


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: joomla 1.5 templates vps hosting Valid XHTML and CSS.